Register Member   |      Login

หน้าแรก > วัดพระทอง(พระผุด)

Image

วัดพระทอง(พระผุด)

by เที่ยวไป ถ่ายไป 21/11/2019

ที่ตั้ง :

วัดพระทอง  ตั้งอยู่หมู่ที่  7  ตำบลเทพกระษัตรี  อำเภอถลาง  จังหวัดภูเก็ต 

ระยะทางจากสะพานเทพกระษัตรี  ประมาณ  23  กม.  อยู่ระหว่างกิโลเมตรที่  19-20  ทางฝั่งตะวันออก  ของถนนเทพกระษัตรี

 ตำนานอัศจรรย์ของพระทอง (พระผุด)

เรื่องนี้สำหรับลูกๆ หลานๆ ชาวภูเก็ตเองแล้ว อาจเป็นเรื่องแห่งความคุ้นชินที่ถ่ายทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน แต่สำหรับคนในจังหวัดอื่น ตำนานอันศักดิ์สิทธิ์อัศจรรย์เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสามัญธรรมดาอย่างแน่นอน ภาพของพระพุทธรูปองค์ขนาดใหญ่ที่ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน ณ วัดพระทอง อ.ถลาง อันเป็นวัดเก่าแก่ประจำจังหวัดภูเก็ต ที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ถือเป็นอันซีนไทยแลนด์อีกอย่างหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งมาพร้อมกับเรื่องเล่าขานเเละประวัติความเป็นมาอันน่าสนใจเกี่ยวกับความมหัศจรรย์ขององค์พระพุทธรูปที่โผล่จากพื้นดิน

เล่ากันว่าเมื่อแรกที่พบ หลวงพ่อพระผุด” บริเวณนั้นเป็นที่่เลี้ยงสัตว์ ในเช้าวันหนึ่งได้เกิดพายุร้าย มีฝนตกมากจนน้ำไหลท่วมทุ่งนาเสียหาย พัดพาต้นไม้โค่นล้มหักพังระเนระนาด พอฝนหยุดตกก็ได้มีเด็กชายลูกชาวนาคนหนึ่งจูงควายไปเลี้ยงกลางทุ่งนาแต่หากิ่งไม้ไม่เจอ เพราะต้องการหาที่ผูกเชือกสำหรับเลี้ยงควาย กิ่งไม้เล็กๆ ที่เคยผูกเป็นประจำก็ถูกกระแสน้ำพัดพาไปหมด สักพักเด็กชายก็เห็นสิ่งแปลกประหลาดสิ่งหนึ่งมีโคลนตมพอกอยู่ มีลักษณะเหมือนตอไม้ขนาดใหญ่ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน เลยนำเชือกคล้องควายไปผูกไว้แล้วก็กลับมาบ้าน

พอเด็กถึงบ้าน เด็กชายคนนั้นก็เกิดอาการเป็นลมล้มชัก เสียชีวิตลงทันทีในตอนเช้าวันนั้นเอง พ่อแม่ก็จัดการกับศพเด็กชายแล้วออกไปดูควายที่ผูกไว้ พอไปถึงที่ที่เด็กชายผูกควายไว้ สิ่งที่ปราฏแก่สายตาก็คือเห็นควายนอนตายอยู่เป็นที่อัศจรรย์ และยิ่งเมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก็เห็นเป็นวัตถุอย่างหนึ่ง พวกเขาเกิดความรู้สึกกลัว รีบตัดเชือกผูกควายออกแล้วช่วยกันนำควายไปฝัง ตกดึกคืนนั้นพ่อของเด็กชายที่ตายก็ฝันว่ามีคนมาบอกว่า ที่เด็กชายและควายต้องตายนั้นเป็นเพราะเด็กชายได้นำเชือกควายไปผูกไว้กับ พระเกตุมาลา (ยอดเศียร) ขององค์พระพุทธรูป พ่อของเด็กชายตกใจตื่น รุ่งเช้าก็ชักชวนเพื่อนบ้านให้ไปยังที่ริมคลองซึ่งเด็กชายนำควายไปผูกไว้ ครั้นเมื่อเห็นวัตถุประหลาดนั้น ต่างคนต่างก็ช่วยกันเอาน้ำมาล้าง ขัดสีเอาโคลนตมที่ติดอยู่ออกจนหมด จนกระทั่งสามารถเห็นเป็นลักษณะเหมือนพระเกตุมาลาของพระพุทธรูปเหลืองอร่ามเป็นทองคำ ชาวบ้านจึงแตกตื่นพากันมากราบไหว้บูชาสักการะกันเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งยังชักชวนกันไปเรียนให้เจ้าเมืองถลางทรงทราบ

เจ้าเมืองถลางสมัยนั้นอยู่ที่บ้านดอน ระยะทางจากสถานที่ที่พบ หลวงพ่อพระผุด” ไปยังบ้านดอนที่เจ้าเมืองถลางประทับห่างกันประมาณ ๓ กิโลเมตร เมื่อเจ้าเมืองถลางทรงทราบ ก็รับสั่งให้ชาวบ้านทำการขุดขึ้นมาประดิษฐานไว้บนพื้นดิน แต่ขุดอย่างไรก็ไม่สามารถขุดได้ เพราะมีเหตุมหัศจรรย์เกิดขึ้นราวกับปาฏิหาริย์ ด้วยปรากฏว่ามีตัวต่อตัวแตนจำนวนมากนับพันนับหมื่นตัว บินขึ้นมาจากใต้พื้นดิน อาละวาดไล่ต่อยผู้คนที่ขุด และยังต่อยแต่เฉพาะคนที่ขุดเท่านั้น ส่วนพวกที่ไม่ได้ขุดเพียงแต่เอาดอกไม้ธูปเทียนไปไหว้ ลูบคลำพระเกตุมาลาของ หลวงพ่อพระผุด” ตัวต่อตัวแตนก็จะไม่ทำอันตรายเลย เป็นที่อัศจรรย์ใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอันมาก ชาวบ้านเมื่อขุดไม่ได้ก็พากันไปเรียนเจ้าเมืองถลางให้ทรงทราบ บอกว่ามีบางคนที่ขุดถูกตัวต่อตัวแตนต่อยเป็นพิษไข้ถึงแก่ความตาย ครั้นต่อมาเจ้าเมืองถลางจึงรับสั่งให้สร้างหลังคาบังแดดและฝนพระเกตุมาลาทองคำเอาไว้

        หลายปีต่อมา มีชีปะขาวรูปหนึ่งมาพักที่เมืองถลาง ท่านกลัวจะมีคนตัดพระเกตุมาลาทองคำไปขาย จึงร่วมกับชาวบ้านช่วยกันเก็บเปลือกหอยมาเผาไฟทำปูนขาวปนกับทรายโบกปิดทับพระพุทธรูปเอาไว้

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๕๒ ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ พม่าได้ยกทัพเข้ามาตีภาคใต้ของไทยและยึดเมืองถลางได้ ทหารพม่าพยายามขุดดินลงไปเพื่อหวังจะเอาพระทอง (พระผุด) กลับไปยังพม่า แต่ไม่สำเร็จเพราะเกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้น คือเมื่อทหารพม่าขุดดินลงไปกลับเจอมดคันพิษตัวเล็กๆ และตัวต่อตัวแตนขึ้นมากับดินที่ขุดเป็นจำนวนมาก ทหารพม่าที่ถูกขบกัดก็เป็นไข้และล้มตายไปหลายร้อยคน ทหารพม่าที่เหลือจึงเอาไฟมาเผาดิน เผามดและตัวต่อตัวแตน อีกทั้งได้พยายามขุดลงไปจนถึงพระศอของพระพุทธรูป พอดีเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชยกทัพมาช่วย แล้วตีเมืองถลางคืนจากพม่าได้ พม่าจึงหนีไป

ในช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ในปี พ.ศ. ๒๔๕๒ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร พระองค์ท่านได้ทรงเสด็จประพาสจังหวัดภูเก็ต และได้เสด็จมาทอดพระเนตรพระทอง (พระผุด) องค์นี้ พระองค์ทรงมีพระราชวิจารณ์ไว้ว่า การก่อพระพุทธรูปสวมพระผุดนี้ก่อด้วยอิฐถือปูน มีแต่เศียรกับพระองค์เพียงเท่าทรวงเพื่อให้ดูเหมือนผุดขึ้นมาจากพื้นดิน ฝีไม้ลายมือทำก็กระนั้นแหละ แต่ต้องชมว่าเขากล้า มีคนน้อยคนที่จะกล้าทำพระครึ่งองค์เช่นนี้ เพราะฉะนั้นก็จะต้องยอมรับว่าเป็นของควรดูอย่างหนึ่ง” ต่อจากนั้นรัชกาลที่ ๖ ก็ได้พระราชทานนามวัดแห่งนี้ว่า วัดพระทอง

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ รัชกาลปัจจุบัน ได้เสด็จฯ มายังวัดพระทอง จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๒ ตรงกับวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๔ ปีกุน โดยเป็นการเสด็จฯ ส่วนพระองค์ ในหลวงทรงลงลายพระหัตถ์บนแผ่นหิน จารึกพระปรมาภิไธยย่อตราสัญลักษณ์ ภ.ป.ร. ประดิษฐานเหนือประตูทางเข้าวิหารหลวงพ่อพระทอง ไว้เป็นพระอนุสรณ์เพื่อเป็นสิริมงคลแก่วัดพระทองและพสกนิกรชาวไทยสืบมา...

แผนที่



0 Like(s)

VIEW 179