Register Member   |      Login

หน้าแรก > ทริปโดนเทเลยเซไปหาเขา

Image

ทริปโดนเทเลยเซไปหาเขา

by MemoriesOfTheTravel 28/03/2019

 

หากจะถามหาเหตุผลของการออกเดินทางไปยังที่ต่างๆ หลายๆ คนคงจะมีเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป บ้างออกเดินทางเพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ เรียนรู้โลกกว้างที่ยังมีอะไรให้เราออกไปเจอ ไปค้นหาอีกมากมาย บางคนออกเดินทางเพื่อหวังว่าจะได้เห็นรอยยิ้มของคนที่ไปด้วย เดินทางเพื่อตักตวงเอาความสุข ออกเดินทางเพื่อนำความทุกข์ออกไปทิ้งไว้ที่ไหนสักแห่งแล้วหวังว่าตัวเองจะพาความสุขหิ้วกลับบ้านมาด้วย...แต่ไม่ว่าคุณจะออกเดินทางด้วยเหตุผลอะไร...สิ่งที่คุณจะได้พบระหว่างการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ นั่นต่างหากคือความทรงจำใหม่ๆ ที่คุณจะไม่มีวันลืมมันลงได้อย่างแน่นอน..

 

 

เราเริ่มต้นการเดินทางจากสนามบินดอนเมืองหลังเลิกงานในเย็นวันศุกร์เพื่อไปลงยังสนามบินเชียงราย บอกเลยว่าวิ่งหน้าตั้งไปสนามบินเพราะกลัวตกเครื่อง!!

 

 

เรามาถึงสนามบินแม่ฟ้าหลวงเชียงรายเวลาสี่ทุ่มนิดๆ ก่อนจะรับรถเช่าที่ได้ติดต่อจองเอาไว้ล่วงหน้าแล้วที่สนามบิน  จากนั้นเราก็เดินทางไปยังที่พักที่ทำการจองล่วงหน้าเอาไว้แล้ว  เรานอนพักค้างคืนที่เชียงรายหนึ่งคืนก่อนจะออกเดินทางในตอนเจ็ดโมงเช้า

 

 

เราแวะไปยังวัดร่องเสือเต้นใกล้ๆ ที่พักคืนแรกของเราก่อนเป็นที่แรก ทัวร์จีน เกาหลีลงเพียบ!! วัดเปิดตอนแปดโมงเช้าแต่เราไปถึงตอนเจ็ดโมงครึ่ง วัดยังไม่เปิดเลยแวะกินหมูปิ้งข้างทางกันไปก่อนจะวนรถกลับมาที่วัด

 

เข้ามากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนจะออกไปเดินดูความงดงามรอบๆ วัด

 

 

 

จากนั้นเราเดินทางต่อไปยังสิงห์ปาร์ค

 

ตอนแรกคิดว่าจะแวะเที่ยววัดไหว้พระแล้วไปงานบอลลูนที่สิงห์ปาร์ค (เพราะเป็นทางผ่านไปดอยอ่างขาง) แต่ด้วยความที่เราไม่ได้เช็คให้แน่ใจว่างานเค้ามีตอนไหนพอไปถึงจึงไม่เห็นบอลลูนสักลูก!!  แต่ก็เอาน่า...ไหนๆ ก็ทางผ่าน แวะหน่อยก็ไม่เสียหายอะไรหรอก

 

 

ไม่มีบอลลูนก็มาถ่ายรูปเล่นได้เหมือนกัน

 


จากนั้นเราเดินทางต่อไปยังวัดร่องขุนแล้วแวะกินข้าวเที่ยงหาอะไรเย็นๆ ดับความร้อนในร่างกายกันก่อน  แดดแรงเว่อร์วังอลังการเชียงรายมากเลยจ้า  นี่กลางเดือนกุมภาจริงๆ หรือ?

 

ถึงแล้ววัดร่องขุน  เรียนประวัติศาสตร์มาตั้งแต่สามสี่ปีที่แล้ว  ด้วยความที่เรียนคณะเด็กอาร์ตติสอย่างศิลปกรรมมา  จึงโดนอาจารย์พูดกรอกหูอยู่บ่อยๆ  ได้มาสัมผัสกับตาจริงๆ ก็วันนี้แหละ

 

 

เดินถ่ายรูปดูความงามของสถาปัตยกรรมตรงหน้าจนสาแก่ใจแล้ว  ด้วยความที่ทนแดดกับคนที่หลั่งไหลเข้ามาในวัดแบบ  "มากกก"  ไม่ไหวเราจึงยอมแพ้  (คนแพ้ก็ต้องดูแลตัวเอง)  ถอยค่ะ  ถอยรถออกจากวัดด่วนๆ แล้วมุ่งหน้าไปอ่างขางบัดเดี๋ยวนี้!!!

 


เราใช้เวลาเดินทางประมาณสามชั่วโมง  กว่าจะผ่านโคร้งคดเคี้ยวกับความชันของเส้นทางขึ้นมาบนดอย  ในที่สุดเราก็รอดผ่านมาได้ (ประสบการณ์ขับรถขึ้นดอยครั้งแรก) 555+

 

 

สกิลการขับรถของเราก็พาเพื่อนร่วมทริปถึงที่พักโดยสวัสดิภาพนะค่ะ...และทันทีที่ขาก้าวลงจากรถเพื่อไปติดต่อเรื่องเช่าเต็นท์กับทางอุทยานขนก็ลุกชันขึ้นมาทันที เพราะอากาศเย็นและลมแรงแบบตัวอาจปลิวไปตามลมได้ (หากคุณตัวผอม) จากที่ตากแดดสู้ลมร้อนที่สิงห์ปาร์คมาหมาดๆ บอกเลยว่าคนละอารมณ์เลย

 

 

เต็นท์อุทยานที่เรานอนนั้นสามารถนอนได้สามถึงสี่คนเลยล่ะค่ะ  เราเสียค่าธรรมเนียมให้อุทยานคนละ 50 บาท  จากนั้นชำระค่าเช่าเต็นท์ 2 หลัง รวมเครื่องนอนทุกอย่าง  หมอน  ผ้าห่ม  เบาะรองนอน  3 ชุด (สำหรับ 3 คน)  รวมทั้งหมดก็ประมาณเก้าร้อยกว่าบาท

 

 

เช้าวันต่อมา  ตื่นมารับลมเย็นๆ กับพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า  นั่งกินโจ๊กร้อนๆ พร้อมกับเพื่อนใหม่ตัวขาวจั๊วที่เดินกระดิกหางเข้ามาเล่นด้วยอย่างเป็นมิตร

 

 

หลังจากอาบน้ำ  ล้างหน้า  แปรงฟัน  ทำธุระส่วนตัวกันเรียบร้อยหมดแล้ว  ล้อหมุนจ้า  ออกเดินทางไปยังสถานที่ต่อไป  ซึ่งก็คือที่นี่ค่ะ.... 

 

ฐานปฏฺิบัติการบ้านนอแล  สองข้างทางมีของกินของฝากให้ได้เดินซื้อเดินเลือกกลับไปเป็นของฝากกันได้เลยค่ะ  ชาวบ้านที่นี่เป็นมิตร  ยิ้มสวย  อัธยาศัยดี  พูดคุยกันได้รู้เรื่องค่ะ  เขาก็พูดไทยนี่แหละ  อาจจะชัดบ้างไม่ชัดบ้าง

 

 

จากนั้นเราก็มาที่ไร่สตรอว์เบอร์รี่ดอยอ่างขางเพราะเพื่อนร่วมทริปของเราตั้งใจเพื่อที่จะมาหาสิ่งนี้แหละค่ะ  การได้กินสตรอว์เบอร์รี่สดๆ จากต้นเป็นอะไรที่ฟินสุดๆ แล้วจ้า


 

คราวก่อนเราเคยมาที่นี่แล้วตอนปลายเดือนธันวาปี 2018 (เป็นการนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซต์แว้นมาจากฝางกับคนๆ นึง)  แต่รอบนี้เรามาเป็นครั้งที่สองของกลางเดือนกุมภา 2019  ห่างกันไม่กี่เดือน  แต่ตอนที่มาครั้งแรกยังไม่เห็นแดงขนาดนี้  คราวนี้ดูเหมือนจะเป็นฤดูของเจ้าผลไม้สีแดงนี่จริงๆ แหละ  เพราะมีขายเต็มไปหมดเลย  แถมยายยังใจดีให้เดินเก็บกินในสวนได้อีกด้วยนะเธอ!!!

 

ดูสิ  ลูกใหญ่แดงแป๊ด  น่ากินมาก  ปลอดสารพิษแล้วก็อร่อยมากๆ

 

ด้วยความที่เราเคยมาที่นี่รอบนึงแล้ว และประทับใจมาก บวกกับอยากไปถ่ายรูปสวนสนตั้งแต่รอบแรกที่มา พอได้มาอีกรอบก็เลยหาข้อมูลว่าพอมีสวนสนที่ไหนให้ไปถ่ายรูปเล่นได้บ้าง เราก็เลยเจอมาที่นึงที่ไม่ไกลกันมากนัก นั่นก็คือ "สวนสนแม่แตง" แต่จะบอกไว้ก่อนนะคะว่าที่นี่ลมแรงจริงๆ เวลาเดินก็ระวังๆ กันหน่อย เพราะกิ่งสนอาจหักลงมากระแทกหัวท่านแตกแบบไม่ทันได้กระพริบตาก็ได้เจ้าค่ะ (ด้วยความซนเป็นลิงนั้นทำให้เกือบโดนฟาดหัวมาแล้วสองรอบ) 555+  และเราจะนอนค้างคืนที่ตัวเมืองฝางหนึ่งคืนเพื่อเดินเล่นถนนคนเดินตอนกลางคืนค่ะ

 

เช้าวันต่อมาเราก็ออกเดินทางเที่ยวรอบๆ ฝาง  โดยการเดินทางไปยังบ่อน้ำพุร้อนฝางในเขตอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก  เสียค่าเข้าอุทยานคนละ 50 บาท

 

ได้มานั่งดูนักท่องเที่ยวบางกลุ่มที่นำไข่มาต้มกินในบ่อค่ะ  สามารถต้มไข่ได้ แต่ช่วยกันรักษาความสะอาดนิดนึง อย่าทิ้งเปลือกไข่ลงไปในบ่อนะคะ เพราะเรากับเพื่อนไปแล้วเห็นเปลือกไข่ในบ่อแล้วรู้สึกไม่ประทับใจเท่าไร

 

 

ที่นี่สวนส้มธนาธร  บรรยากาศแบบนี้คงเคยเห็นกันในละครหลายๆ เรื่อง  ลมเย็น  วิวดีมาก

 

 

ที่นี่มีบริการรถลางนำเที่ยวให้นั่งเข้าไปชมสวนส้มหลายร้อยไร่ค่ะ ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายเพียงคนละ 40 บาทเท่านั้น

 

 

คืนสุดท้ายของทริปนี้เราพักแบบโฮมสเตย์กันจ้า  เป็นการเที่ยวที่ได้นอนครบทุกรูปแบบจริงๆ นะ  ตั้งแต่นอนโรงแรม  นอนเต็นท์แบบติดดิน  จนมาจบที่โฮมสเตย์แบบชาวบ้านที่บอกเลยว่าราคาสบายกระเป๋าแค่คนละ 200  เท่านั้นเอง  ราคานี้แต่ได้วิวหลักล้านมาก

 

 

เราพักที่  "ปลายฟ้าโฮมสเตย์ดอยลาง"  ตอนที่เราไปมีเราเป็นนักท่องเที่ยวแค่กลุ่มเดียวค่ะที่ไปพักในตอนนั้น  พี่เจ้าของใจดีเป็นมิตรดูแลดีมากค่ะ  แถมยังมีบริการหมูกระทะชุดละสองร้อยกว่าบาทเท่านั้นเอง  ได้อิ่มอร่อยชมวิวสวยๆ บนดอยลาง  ดูพระอาทิตย์ตกบอกเลยว่าฟินนน!!

 

 

อากาศที่นี่ตอนเย็นก็จะหนาวหน่อยๆ อุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 16 - 17 องศา  ดึกๆ มาก็จะหนาวกว่าหน่อยประมาณ 13 องศา  พี่เจ้าของโฮมสเตย์บอกว่าช่วงนี้อากาศเริ่มร้อนแล้ว นี่คือร้อนของพี่เค้า  ในขณะที่พี่แกยืนใส่เสื้อยืดแขนสั้นตัวเดี๋ยวกลางอากาศเย็นๆ แต่พวกเราใส่เสื้อกันหนาวยืนตัวสั่น 55+  ตอนกลางคืนนอนดูดาวฟินมาก  มองลงไปยังได้เห็นทะเลดาวจากแสงไฟจากถนนบ้านเรือนข้างล่างดอยลางอีกด้วยนะ

 

 

ทริปนี้เราได้ความทรงจำใหม่ๆ กลับไปเยอะมาก  "ดอยลางไม่เคยจางไปจากใจ" ไม่ว่าจะมากี่ครั้งเราก็ยังประทับใจที่นี่เหมือนเดิม ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม เหมือนมีมนต์เสน่ห์บางอย่างตรึงใจ รู้สึกได้ว่าที่นี่สงบ เป็นส่วนตัว ไม่วุ่นวาย มาแล้วรู้สึกอบอุ่นหัวใจ รู้สึกปลอดภัย ผู้คนน่ารักเป็นกันเอง  เราว่าที่นี่มีเสน่ห์นะ ไม่ว่าจะมาตอนไหน ฤดูไหน หน้าไหน ตอนมีความรัก ตอนอกหัก ตอนโดนเท หรือตอนหดหู่ เบื่อชีวิต ไม่รู้จะไปไหน แค่ลองได้มานอนเงียบๆ ฟังเสียงธรรมชาติ ดูพระอาทิตย์ตก กินหมูกระทะก็สบายใจแล้ว  เราตั้งใจกลับมาอีกครั้งตอนฤดูฝน  เราอยากมาสัมผัสดอยลางในทุกๆ ฤดู  (ยกเว้นฤดูร้อนนะ เอาไว้ก่อน ยังไม่พร้อม 555+) 


 

1 Like(s)

VIEW 1,084